มิติใหม่การดูแลปัญหาสะเก็ดเงินราบลงอย่างปลอดภัยตามหลักการแพทย์แม่นยำ

ทำให้รอยโรคสะเก็ดเงินราบลงอย่างปลอดภัย

เนื่องจากไม่ว่าการรักษาแบบใด ราคาแพงแค่ไหน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนผิวสะเก็ดเงินให้เป็นผิวปกติได้ จึงควรคำนึงถึงความปลอดภัยโดยหลีกเลี่ยงยาที่ออกฤทธิ์แบบปูพรม เช่น สเตอรอยด์ ซึ่งนอกจากจะทำให้ผิวบางลงแล้วยังอาจมีผลเสียต่อ ตับ ไต และ อวัยวะต่างๆและมักจะกลับมาเป็นได้อีกอย่างรวดเร็วและเป็นมากกว่าเดิมเมื่อหยุดใช้ยา แต่จะใช้ก็ไม่ได้เพราะยิ่งใช้ผิวยิ่งบาง ยิ่งจะลุกลามโดยจะเห็นได้จากในวงการแพทย์ผิวหนังได้สั่งสอนกันมานานแล้วว่า ให้หลีกเลี่ยงการให้สเตอรอยด์ในโรคสะเก็ดเงิน

เพื่อให้การรักษาที่ปลอดภัยและได้ผลการรักษาที่แน่นอน แม้อาจไม่เร็วเท่ากับการใช้สเตอรอยด์ ควรใช้ทฤษฎีใหม่ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารที่ออกฤทธิ์บล็อกสัญญาณ (cell signaling blocking) ซึ่งมาจากยีน (gene) ที่จำเพาะกับสัญญาณที่เรียกว่า “สัญญาณการเกิดสะเก็ดเงิน” ที่ทำให้ผิวหนาตัว เป็นสะเก็ดเงิน และที่ทำให้หลอดเลือดขยายตัวเป็นสีแดง เกิดอาการที่เรียกว่าสะเก็ดเงินให้กลับมาเป็นผิวที่ดูปกติ เมื่อหยุดยาแล้วรอยโรคกลับมาใหม่ก็สามารถจะกลับไปใช้ทาใหม่หรือจะทาต่อไปเรื่อยๆก็ไม่มีผลเสียใดๆ

ดังนั้นทฤษฎีใหม่การรักษาสะเก็ดเงินให้ได้ผลแน่นอน ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง ไม่จำเป็นต้องเป็นยาเพียงแค่เป็นผลิตภัณฑ์ที่นำมาทาแล้วจะต้องบล็อคสัญญาณการเกิดสะเก็ดเงินได้

ข้อพิสูจน์ว่าผลิตภัณฑ์ใดสามารถบล็อกสัญญาณการเกิดรอยโรค (lesion) สะเก็ดเงินได้ คือ ผลิตภัณฑ์นั้นจะต้องส่งผลให้ทุกรายที่ถูกรบกวนผิว เช่น การขัดถู แกะเกา มีพื้นที่ของผิวปกติเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน (อย่างน้อย 75 % ของพื้นที่รอยโรค) ภายใน 8 สัปดาห์

การตรวจสอบรอยโรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) ด้วยการย้อมสีขี้ไคลดูนิวเคลียส (nucleus)

วิธีการตรวจสอบว่ารอยโรคที่สงสัยว่าจะเป็นสะเก็ดเงิน คือ การตัดผิวหนังมาตรวจจะพบลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการมีนิวเคลียส (nucleus) ของเซลหนังกำพร้า (keratinocyte) ค้างอยู่ในชั้นขี้ไคลเป็นจำนวนมาก เรียกว่า parakeratosis ทำให้รอยโรคสะเก็ดเงินมีสะเก็ดสีเงิน

ดังนั้นแทนที่จะต้องตัดหนังมาตรวจให้เกิดบาดแผลเจ็บปวด ควรจะแค่การลอกเอาขี้ไคลออกมาย้อมสีส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ดู ถ้าพบว่ามีนิวเคลียส (nucleus) อยู่เป็นจำนวนมาก แล้วนำมาประกอบกับการให้แพทย์ตรวจโดยตรงหรือจากภาพลักษณะอาการของรอยโรค เข้าได้กับรอยโรคสะเก็ดเงิน ก็เชื่อถือว่าผลการตรวจได้เกินกว่า 90% แล้ว และสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง

ดังนั้นทฤษฎีใหม่คือ แทนที่จะตัดหนังมาตรวจ แต่แค่ดึงเอาขี้ไคลออกมาย้อมสีแล้วส่องกล้องจุลทรรศน์ร่วมกับการตรวจผิวโดยแพทย์

ชั้นขี้ไคลมีนิวเคลียส (parakeratosis) ที่ผิวปกติของผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงิน

ทฤษฎีใหม่ของการเกิดรอยโรคสะเก็ดเงินเป็นจากภูมิคุ้มกันผิดของร่างกาย ผิวทั่วกายจึงมีความผิดปกติ เรียกว่าผิวสะเก็ดเงิน และสามารถตรวจสอบได้ด้วยการลอกชั้นขี้ไคลมาตรวจได้

ชนิดของรอยโรคสะเก็ดเงินทั่วไป (Psoriasis vulgaris)

ชนิดของรอยโรคสะเก็ดเงินมีผลต่อการยาก/ง่ายของการหายเองหรือหายจากการรักษา โดยทั่วไปแบ่งเป็น

1. สะเก็ดเงินแบบเป็นผื่น เป็นหยดๆ หรือดวงๆ (guttate psoriasis) รักษาหายง่ายและมักหายได้เอง

2. สะเก็ดเงินแบบปื้นเพิ่งเป็นๆหายๆ ในเวลาไม่เกิน 6 เดือน รักษาให้หายได้ไม่ยาก

PASI 100 ภายใน 4 เดือน (16 สัปดาห์) เกือบทุกราย

3. สะเก็ดเงินแบบปื้นเรื้อรัง (chronic plaque type psoriasis) เป็นมานานเกิน 6 เดือน ไม่เกิน 3 ปีรักษาให้หายได้ยาก

4. สะเก็ดเงินแบบเป็นปื้นเรื้อรัง ดื้อ (recalcitrant psoriasis) เป็นมานานกว่า 3 ปี ไม่ตอบสนองกับการรักษาทั่วไปใดๆ รักษาให้หายได้ยากมาก

PASI 50 ภายใน 24 สัปดาห์ ประมาณร้อยละ 50 ของผู้รับการรักษา
PASI 100 ยังไม่มีเกณฑ์ ส่วนมากใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี

*** ทั้งนี้ ยกเว้นรายที่มีการรบกวนผิว เช่น ขัดถู แกะเกา เป็นต้น

ดัชนีชี้วัดประเมินผลลัพธ์การรักษาที่เป็น Gold standard

ประสิทธิภาพของผลลัพธ์การรักษาสะเก็ดเงิน ทำโดยการคำนวณความรุนแรงที่เปลี่ยนไปจากการรักษาที่เรียกว่า PASI (Psoriasis Area and Severity Index) คือการคำนวณคะแนน ร้อยละ (%) ของพื้นที่ของรอยโรคแต่ละรอยหรือพื้นที่ทั้งหมดทั่วร่างกาย ถูกแทนที่ด้วยผิวปกติได้เป็น % เท่าใดก็ได้คะแนนตามนั้น

เช่น ถ้าพื้นที่ของผิวปกติเข้าไปแทนที่พื้นที่รอยโรคคิดเป็น 75 % ของพื้นที่รอยโรคทั้งหมดจะให้คะแนนเป็น PASI 75 ถ้าแทนที่ทั้งหมดคิดเป็น 100 % จะมีคะแนนเป็น PASI 100 ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด จะถือว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีประสิทธิภาพตาม Gold standard ซึ่งมีความหลากหลายมาก

ดังนั้นจากทฤษฎีใหม่ซึ่งให้ผลิตภัณฑ์ที่ถือว่าเป็น Gold standard คือใช้กับชนิดของรอยโรคที่กำหนด ต้องได้คะแนน PASI 75 ภายในเวลาไม่เกิน 8 สัปดาห์

การควบคุมสะเก็ดเงินที่ราบเรียบแล้ว

ทฤษฎีการเกิดโรคสะเก็ดเงินในปัจจุบันเชื่อกันโดยทั่วไปว่าโรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบจากภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติโดยคนส่วนใหญ่มีกรรมพันธุ์เป็นพื้นฐาน ภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติมีผลคือผิวหนังทั่วร่างกาย ส่วนการจะเกิดรอยโรค ณ ตำแหน่งใดขึ้นกับปัจจัยที่ต่างกันแต่ส่วนใหญจะอยู่ที่ตำแหน่งที่ถูกรบกวนบ่อยๆ

การรักษาทุกชนิดสำหรับสะเก็ดเงินที่ทำให้ผิวดูเป็นปกติได้ ยังไม่มีการรักษาใดที่สามารถทำให้หายขาดได้ โดยพบว่าชั้นขี้ไคลตรงที่เคยมีรอยโรคสะเก็ดเงินมาส่องกล้องจุลทรรศน์ดู จะยังคงมีลักษณะเหมือนตอนที่ “ผิวที่มีรอยโรคสะเก็ดเงิน” อยู่ตลอด

ภาพชั้นขี้ไคลที่ลอกออกจากตำแหน่งที่เคยเป็นสะเก็ดเงิน ยังคงพบความผิดปกติ จากการส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์

ทั้งนี้เพราะการเกิดเป็นสะเก็ดเงินเป็นความผิดปกติของภูมิคุ้มกันที่เกิดแล้วคงอยู่ตราบนานเท่านาน จำเป็นต้องคอยควบคุมไว้อย่างต่อเนื่อง

หากมีการใช้สเตรียรอยด์จะควบคุมได้ยากมากหรือแทบจะเรียกว่าไม่อาจควบคุมได้ รอยโรคจะกลับมาเร็วมากหลังหยุดใช้

การควบคุมต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการควบคุมต้องไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อผิวหนังและร่างกายแม้แต่น้อย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยต้อง block สัญญาณหรือออกฤทธิ์ เฉพาะสะเก็ดเงินเท่านั้น

หากยังไม่มีผลิตภัณฑ์ทาผิว ต้องพยายามไม่ให้ผิวเกิดการถูไถบ่อยๆที่เดิมและไม่ทำให้เกิดรอยเกา จะช่วยได้ระดับหนึ่ง